*★[-ิ_•ิ]♂:World~of~the~Ape:♀(๏_๏)♪*

Just another WordPress.com weblog

การนำเสนอโครงการ วันสุดท้ายของการเล่าเรียน October 3, 2007

Filed under: Blogroll — macaque @ 8:18 am

sy17321.jpg

ในที่สุดก็ถึงวันที่พวกเราทำการนำเสนอโครงการให้กับอาจารย์ชลารัตน์และอาจารย์ก้องกาญจน์ ในวันก่อนที่จะนำเสนอนั้น พวกเราก็ได้ซ้อมการนำเสนอกันที่บริเวณใต้ตึกอธิการบดี แม้ตัวผมเองนั้น จะไม่ได้เป็นคนนำเสนอโครงการ แต่ก็ได้มาช่วยดูและเสนอแนะแนวทางใหม่ๆในเรื่องของการนำเสนอให้กับน้องๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคำพูดที่เป็นทางการ (ไม่ให้ใช่ภาษาพูดในการนำเสนอ เช่น คำว่า  เรา เนี่ย อย่างงี้ เป็นต้น) มารยาทท่าทางของผู้นำเสนอ (ยกมือไหว้ สำรวม มองหน้าผู้ฟัง การแต่งกายที่ดูเป็นทางการ) ลำดับขั้นตอนการนำเสนอ (คำขึ้นต้นก่อนการนำเสนอและจบการนำเสนอ)

การนำเสนอนั้นได้เรียงลำดับการนำเสนอ ดังนี้

เอ้ พูดนำ พูดเรื่องวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการทำโครงการ

เจี๊ยบ พูดในส่วนที่ได้เดินทางไปศึกษาหาข้อมูลที่ศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อน

หนึ่ง พูดเรื่องกระบวนการสังเคราะห์ (ไม่ได้มาซ้อม เนื่องจากติดธุระ)

โอ้ด พูดถึงขั้นตอนการดำเนินงาน สื่อที่จัดทำ

ต๊อบ พูดถึง การเงิน และการประเมินผลโครงการ

กอล์ฟ สรุปการทำโครงการ

ระหว่างที่น้องๆได้ซ้อมกันนั้น ขอชมว่าต๊อบบรรยายรายละเอียดของหัวข้อที่ได้รับมอบหมายได้คล่องดี ในขณะที่บางคนก็ยังไม่คล่องมากนัก แต่ไม่เป็นไรครับ ซ้อมกันเยอะๆก็จะลงตัวเอง ก็นั่งดูน้องๆจนถึง 3 ทุ่ม ครับ ในใจที่คิดไว้ เท่าที่ดูแล้วน้องๆทุ่มเทกันดีครับ บางคนที่ไม่ได้เป็นผู้นำเสนอก็ไม่นั่งนิ่งดูดาย ก็ยังมาดูการเตรียมงานของกลุ่ม และนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เรียกได้ว่ามาถึงจุดนี้แล้ว ระยะที่ผ่านมาจากวันแรกรวมแล้ว 3 เดือน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของแต่ละคนในทางที่ดีขึ้น แม้บางคนจะไม่รู้ตัวว่าตนนั้นเมีสิ่งปลี่ยนแปลงไป แต่รับรองว่านั้นคือสิ่งที่ดีครับ ถ้าให้ผมบรรยายว่าแต่ละคนว่าเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง คงบอกแค่คร่าวๆครับ เพราะอยากให้เขารู้ด้วยตัวเขาเองซะมากกว่า วันนำเสนอ ทุกคนแต่งกายมาดีครับ บางคนที่ไม่เคยเห็นใส่ชุดนักศึกษาก็ดูสง่าขึ้นทันตาเห็น(แซวเล่นๆ) จะมีผมที่ไม่ได้ใส่เสือแขนยาวมาคนเดียว วันที่นำเสนอนำเสนอออกมาโดยรวมแล้วค่อนข้างใช้ได้ครับ ดีกว่าตอนที่ซ้อมๆกันไว้เยอะ แม้น้องๆจะมีแสดงอาการตื่นเต้นออกมาบ้าง แต่ผมถือว่าการนำเสนอโครงการนั้นเรียกได้ว่าเป็นการแสดงออกและแสดงความกล้าอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการเป็นผู้นำเลย ทั้งนี้เพราะผู้นำที่ดีนั้นจะต้องกล้าพูด กล้าคิด และกล้าทำ ผมคิดว่านี่คงเป็นสาเหตุที่อาจารย์ชลารัตน์ได้บอกพวกเราก่อนหน้านี้ว่าอยากให้คนนำเสนอเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด

หลังจากที่นำเสนอเสร็จ อาจารย์ก็ให้ทำการประเมินพวกเรา จากการตอบคำถามและประเมินรายบุคคล ซึ่งในส่วนตอบคำถามก็จะถามเรื่องของสื่อที่จัดทำ มีอะไรบ้าง แล้วทำเพื่ออะไร และสื่อที่ออกมามีความสอดคล้องอย่างไรกับแนวคิดของในหลวง ผมคิดว่าการประเมินนี้ถือว่าไม่ยากเลย ถ้าพวกเราติดตามงานตลอดแล้วได้ลงมือเองด้วย แต่ที่ยากผมว่าตอนประเมินรายบุคคลซะมากกว่า เพราะที่แน่ๆคือ ต้องคิดแล้วเทียบกับเมื่อตอนประเมินครั้งแรก(วันที่ 1 กันยา) ว่าหลังจากวันนั้นมาน้องๆได้มีการพัฒนาอย่างไร แล้วพัฒนามากขึ้นหรือไม่ ซึ่งผมก็นั่งคิดวิเคราะห์การทำงานของน้องๆ(ความตั้งใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานอย่างมีระบบ ความเป็นเหตุเป็นผล) และดูแง่คิดทัศนคติต่างๆที่มีต่องานของพวกน้องๆว่าออกมาเป็นอย่างไรบ้าง กว่าจะทำเสร็จ ออกเป็นคนสุดท้ายเลยครับ  

จนมาถึงช่วงของการตอบคำถามของอาจารย์ ก็ช่วยๆกันตอบ อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ตอบได้มาก ตอบเพื่อช่วยขยายความให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น แล้วก็มาถึงช่วงที่อาจารย์ทั้งสองคนสรุปถึงการนำเสนอ ตัวโครงการ ข้อเสนอแนะต่างๆเพื่อให้กลุ่มจัดทำรูปเล่มรายงานได้ปรับแก้ และพูดถึงการพัฒนาของพวกเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง จัดได้ว่าออกมาในทางดีพอสมควร จากนี้ไปก็จัดทำรูปเล่มรายงานให้สมบูรณ์แบบ ได้นัดกันหลังสอบ วันที่ 19 ตุลาคม 50  ส่วนในวันนี้ตอนเย็นก็ฉลองกันครับ หมูกระทะ สองแผ่นดินก็นั่งพูดคุยกัน กินข้าวด้วยกัน ดูแล้วเหมือนครอบครัวใหญ่ๆครอบครัวหนึ่ง มีความรู้สึกที่ต่างจากการไปกินเลี้ยงกันของชมรมที่ผมทำ คงเป็นเพราะว่าการทำโครงการคราวนี้ได้มาจากการร่วมแรงร่วมใจของ 18 คน แต่ถ้าในชมรมของผม ที่เคยจัดทำโครงการ มีคนช่วยทำจริงๆแค่2-3 คน เหมือนมีตัวตนเพียงไม่กี่คน ดูเหงาและโดดเดี่ยว แต่มาวันนี้ตอนนี้ครับ ทำให้รู้สึกได้ดีเลยว่า เพราะวิชานี้ทำให้พวกเราได้มีหลักแหล่ง มีเป้าหมาย และได้พัฒนาตนเอง โดยเฉพาะแง่คิดเชิง Positive ของชีวิตและตัวงาน จึงทำให้ผมเกิดความรู้สึกโดยส่วนตัวว่า  

ชีวิตของเราตอนนี้ ถือว่าคุ้มดีนะ ที่ได้สร้างสรรค์เพื่อสังคม และได้ทำสิ่งดีๆก่อนที่จะได้จบการศึกษาจากที่นี่ไป ไม่กี่เดือนจากนี้ เกิดความรู้สึกว่ารัก มจธ.มากขึ้น น่าเสียดายที่เราเองหลือเวลาไม่มากนักที่จะได้ดูการเติบโตของน้องๆ รู้สึกประทับใจที่พวกเราได้ลงแรงกันทำงานจนประสบความสำเร็จได้ เป็นความสุขที่คุ้มกับหยาดเหงื่อที่ลงแรงไปจริงๆ ขอขอบคุณทุกๆสิ่ง ที่ทำให้พวกเรามีวันนี้ได้ ขอบคุณโชคชะตาที่ให้พวกเรา 18 คนได้มาเจอะเจอกันในวิชานี้ โดยมี อาจารย์ชลารัตน์และอาจารย์ก้องกาญจน์เป็นผู้สอนให้พวกเราเรียนรู้หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ขอบคุณมากครับ 

แล้วพวกเราก็ได้ทำสัญญาใจกันไว้ว่า ในเทอมหน้านี้ พวกเราจะทำ นิทรรศการ ที่เคยคิดกันไว้ออกมาให้ได้ โดยจะมีการขยายความแต่ละข้อของ 9 คำพ่อสอน พวกเราจะได้เจอกันอีกครับ ทำงานร่วมกันอีกทีหนึ่ง ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยคำสัญญาจากใจของพวกเราทุกคน 

 cat-monkey1.jpg

แม้วันนี้จะเป็นวันสิ้นสุดการเรียนวิชา SSC 263 แต่การเรียนรู้สิ่งต่างๆในชีวิตเรา ไม่มีคำว่าจบสิ้น

 

การบริหารการเงิน และการเป็นผู้นำที่ดี September 28, 2007

Filed under: Blogroll — macaque @ 7:08 pm

cat_monkey6.JPG

วันนี้เป็นวันค่อนข้างวุ่นวายนิดหน่อยเพราะเวลามันกระชั้นชิดมากกับเรื่องการทำประเมินผลและเตรียมการนำเสนอโครงการก่อนสอบปลายภาค ตามกำหนดการณ์นั้นจริงๆแล้วสัปดาห์นี้จะเป็นการสัมมนาแต่เนื่องจากติดขัดหลายๆเรื่องจึงเปลี่ยนมาเป็นการฟังบรรยายในช่วงเช้าและบ่าย ช่วงเช้านี้ อาจารย์ปราณี ผอ.กองคลังจะมาบรรยายเรื่องของการเงิน และในช่วงบ่าย อาจารย์เพ็ญจันทร์ จะมาบรรยายในช่วงเช้า อาจารย์ปราณี ได้บรรยายเรื่องของการเงิน พร้อมทั้งแจกเอกสารการเรียนรู้ให้คนละ 1 ชุด ซึ่งรายละเอียดข้างในนั้นจะประกอบด้วย ขั้นตอนการบริหารการเงิน หลักการทำงานในฝ่ายการเงิน บัญชี พัสดุ การแยกแยะประเภทของพัสดุ และสิ่งสำคัญที่สรุปได้เกี่ยวกับการเงินก็คือ ผู้ที่จะทำงานเกี่ยวกับเงิน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน ด้านบัญชี ด้านพัสดุ ต้องมีคุณสมบัติสำคัญดังนี้

  1. มีความซื่อสัตย์ เพราะเงินเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก หากตัวเลขที่นับบิดเบือนไปสักตัวหนึ่ง ก็จะถือว่าการทำงานที่ออกมานั้นไม่โปร่งใส รวมไปถึงการไม่รับสินบน
  2. รูดปากให้สนิท เก็บความลับได้ ไม่ปริปากพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าหรือนำสิ่งที่ตนรู้ไปบอกกล่าวแก่ใครๆ เพราะเรื่องของเงินนั้นถือเป็นความลับของบริษัทหรือหน่วยงาน ซึ่งเรื่องของเงินนั้นสามารถบ่งบอกถึงแผนการพัฒนาหรือแผนการทำงานของเราได้
  3. มีความรอบคอบ ระมัดระวังอยู่เสมอ ทำงานอย่างมีระบบและไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแต่ใดๆ
  4. ใฝ่เรียนรู้ – พร้อมที่จะเรียนและหาประสบการณ์เพื่อนำมาพัฒนางาน

 ความรู้ใหม่ที่ได้ในวันนี้

– วัสดุสิ้นเปลือง หรือสิ่งของที่ซื้อมาแต่ใช้ไม่หมด สามารถโอนให้กันได้

– ค่าเดินทาง สามารถนำมาขอเบิกงบประมาณได้ ถ้ากรณีที่จำเป็นต่อการทำโครงการ โดยแนบมากับใบสำคัญรับเงิน โดยถ้าเป็นการโดยสาร Taxi จะนำไปพิจารณาและคิดตามสถานที่ที่เดินทาง ดูความสมเหตุสมผล

– ใบเสร็จจาก 7eleven เองก็สามารถนำมาใช้เบิกงบประมาณได้ โดยการแนบมาพร้อมกับใบสำคัญรับเงินด้วยเช่นกัน

ในช่วงบ่าย อาจารย์เพ็ญจันทร์ได้ให้พวกเรานั่งหลับตานึกถึงท่านผู้นำในใจเรา 1 คน พร้อมทั้งให้เราอธิบายสาเหตุที่เขาสามารถเป็นผู้นำที่ดีที่เหล่าผู้คนต่างก็ยกย่องและศรัทธาในความเป็นผู้นำในตัวเขา เมื่อผมลืมตาขึ้นมาก็เห็นน้องๆหลายคนมีท่าทางเหมือนกับว่าอยากตอบว่าใครคือคนที่เขาชื่นชม และบางคนก็ดูเหมือนจะกำลังคิดอยู่ว่า ฉันจะเลือกใครดี ซึ่งสถานการณ์บางทีมันฉุกละหุก ในยามคับขันถ้าเราสามารถคิดได้อย่างคล่องแคล่วหรือคิดได้เร็วก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคบางอย่างไปได้เช่นกัน นั่นก็คือ กล้าคิดกล้าตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น ยามที่เรือกำลังล่ม ถ้าเราไม่คิดให้ดีๆหรือเกรงกลัวต่อเหตุการณ์ที่อยู่ข้างหน้า ในขณะที่ลูกเรือเกิดกระเสือกกระสน ร้องโวยวายตลอด เราเป็นผู้นำในการเดินเรือลำนี้ จะทำอย่างไร เพื่อให้คนเหล่านี้อยู่ในความสงบและคิดแก้ปัญหาในเหตุการณ์นั้น ซึ่งคำตอบก็คือ การคิดไตร่ตรองอย่างดี ไม่วู่วาม ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เชื่อมั่นในตัวเองไม่ว่าจะเรื่องการแสดงออกหรือการพูด เพราะการที่จะพูดหรือสื่อสารให้ลูกเรือของเราเข้าใจและเชื่อมั่นในคำพูดเราได้ ต้องเริ่มจากที่เราก่อน ดังนั้นนี่คงจะเป็นเหตุผลที่อาจารย์เพ็ญจันทร์ให้เราเล่าเรื่องผู้นำที่เราชื่นชอบ เพราะสำคัญคือการสื่อสารของเรา การสื่อสารของเราจะสื่อไปยังผู้อื่นได้นั้นมีพลังพอหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในตัวเรา การสื่อสารที่ว่านี้คือ การพูดและการฟัง อย่างมีเหตุมีผล ซึ่งเมื่อพูดถึงความพร้อมนั้นให้ดีสุด เราก็ต้องพร้อมทุกสถานการณ์ครับ และผู้นำที่แต่ละคนพูดมา ล้วนเป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติดีๆในตัวเยอะมาก อาจารย์เพ็ญจันทร์จึงได้แจกแจงออกมาเป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้นำเป็นข้อๆดังนี้

          วิสัยทัศน์กว้างไกล

          มีความคิดที่สร้างสรรค์

          เป็นแบบอย่างที่ดี

          มีคุณธรรม

          กล้าคิด กล้าเสี่ยง กล้าตัดสินใจ

          สื่อสารได้ดี(พูดและฟัง)

          สร้างแรงศรัทธาให้กับผู้อื่นได้

          มีความสามารถ

          มีการเตรียมการวางแผนที่ดี

          ฯลฯ

เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างนักบริหารกับผู้นำจะพบว่า “นักบริหาร” จะเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง “ผู้นำ” ทำสิ่งที่ควรทำ  

สไตล์ของผู้นำ

หมายถึง เอกลักษณ์หรือการแสดงออกที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ ซึ่งแต่ละคนนั้นล้วนมีสไตล์ที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกันไป ตามแต่ความนึกคิดของบุคคล สไตล์ที่ว่ามานี้สามารถสรุปดังนี้

– วิสัยทัศน์ –> ฝันให้ไกล และไปให้ถึง

สอน ช่วยเหลือ -> นำคนขององค์กรเชื่อมโยงกับเป้าหมาย

– สร้างสัมพันธภาพ -> ให้คนรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในทีม

– มีส่วนร่วม –> ให้คนในทีมมีความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญกับงาน

– มุ่งผลสำเร็จ –> พยายามต่อไป ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

– สั่งทิศทาง –> บอกทิศทางของแต่ละคนในองค์กรได้ว่าควรไปทางไหน อุดมการณ์ในการทำงานนั้น ผู้นำย่อมต้องมีเช่นกัน ทั้งนี้เราสามารถแบ่งขอบเขตของอุดมการณ์ขั้นพื้นฐานในการทำงาน

4 ป. ในการทำงาน 1.โปร่งใส 2.เป็นธรรม 3.ประหยัด4.ประสิทธิภาพ

4 พ. ในการทำงาน1.พึ่งพาตนเอง2.พอดี3.พอเพียง4.พอใจ

และถ้ามีอุดมการณ์ที่ดีแล้วก็ย่อมต้องมีคุณธรรมจริยธรรมมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วย  เช่น พรหมวิหาร 4 , สังคหวัตถุ 4 ,อคติ 4 , ฯลฯ 

สรุป

ในวันนี้เราได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นของการวางแผนการเงิน การดำเนินก

ารในรูปแบบของผู้นำ แต่ที่แน่นอน ทั้ง 2 สิ่งนี้ถ้าเราจะทำออกมาให้ได้ดีนั้น เราจะต้องเปิดใจให้กว้าง รับรู้สิ่งใหม่ๆ ที่กล่าวมานี้หมายถึง ให้เรามีมุมมองที่กว้างไกล และรักการเรียนรู้ อย่าคิดเพียงว่า “ฉันเป็นหัวหน้างานแผนกนี้ ทำงานเรื่องนี้ เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันจะไม่ขอรับรู้อะไรมากกว่านี้ เพราะแค่นี้ฉันก็เหนื่อยแล้ว” ซึ่งถ้าคิดเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้นำที่ดี เพราะผู้นำที่ดีต้องพร้อมเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เมื่อมีข้อบกพร่องเกิดขึ้น และเมื่อได้รับคำแนะนำหรือตักเตือนก็ไตร่ตรองแล้วแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนดินสอที่มียางลบอยู่ที่ปลายข้างหนึ่ง เมื่อเราเขียนผิดก็ลบแล้วเขียนใหม่ให้ถูกต้อง คนเราไม่มีใครที่ทำถูกเสมอ แต่เมื่อทำผิดแล้วยอมรับพร้อมทั้งแก้ไขด้วย ก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ในการทำงานจริงเช่นกัน เมื่อทำผิดแล้วแก้ไข ย่อมเป็นที่น่าสรรเสริญมากกว่าคนที่ไม่เคยทำผิดเลย  แล้วยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ  รวมไปถึงการใช้ภาษา ประเด็นสำคัญที่คนไทยหลายๆคนสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากการสื่อสาร สื่อสารที่ว่านี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงถึงความเข้าใจหรือการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รวมไปถึงภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากลของปัจจุบัน เพราะคงไม่มีชาติไหนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักประจำชาติเหมือนไทยเรา นั่นหมายความว่าตัวผู้นำเองย่อมจะต้องมีแนวคิดที่ใหม่ๆและสามารถก้าวกระโดดให้ได้ไกลกว่าเดิมแล้ว อย่ายึดติดเพียงความคิดเดิมๆว่าบริหารงานมาอย่างไรก็ ทำเพียงเท่านี้ไม่ต้องเพิ่มเติมอะไรให้มากกว่าเดิม ผู้นำที่ดีย่อมต้องรู้อะไรหลายๆอย่าง จะเก่งงานได้ก็ต้องเก่งคนด้วยเช่นกัน  สุดท้ายนี้ ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงทักษะหรือลักษณะที่ถูกต้องของผู้นำ แต่ได้มีกระบวนการคิดเพิ่มขึ้น โดยเกิดจากการที่เรารับฟังแล้วนำไปคิดต่อนั่นเอง ขอขอบคุณอาจารย์ปราณี และอาจารย์เพ็ญจันทร์มากครับที่มาบรรยายเรื่องดีๆให้พวกเราได้รับฟังแล้วนำไปใช้ต่อไป

 

การประเมินผลโครงการ(อัพย้อนหลังอีกเช่นเคย) September 27, 2007

Filed under: Blogroll — macaque @ 5:37 am

cat_monkey5.JPG

ในสัปดาห์นี้เป็นการบรรยายของ อาจารย์ชลารัตน์ จะพูดเรื่องของการประเมินผลโครงการ ซึ่งก่อนที่อาจารย์จะเข้าเรื่องนี้ก็ทบทวนเรื่องของโครงการก่อน 

คุณลักษณะของตัวเราemoticon-0009.gif

คือ การพัฒนาบุคคล ที่เน้นย้ำจริงๆมีด้วยกัน 5 อย่าง

1. ความซื่อสัตย์ อยู่ที่ใจเรา มีความบริสุทธิใจ แสดงออกถึงความจริงใจ โดยให้เราคิดว่า ถ้าเราโกหก สักวันหนึ่งก็ต้องจับได้ แต่ระหว่างนั้นสิ่งที่ติดตัวเรา ก็คือ ความทุกข์ในใจเรานั่นเอง

2. ตรงต่อเวลา ถ้าเราจะเป็นผู้นำที่ดีได้ จะต้องแบบอย่างให้กับสมาชิกกลุ่มได้ ใส่ใจเรื่องของเวลาให้มากๆ ถือเป็นการเตรียมพร้อมที่ดี

3. กาลเทศะ มารยาทในที่สาธารณะ การสำรวมกาย วาจา ใจ มือไม้อ่อน ยกมือไหว้ ให้เกียรติกันและกัน พูดจาสุภาพนอบน้อม มีความเกรงใจและมีน้ำใจต่อกัน

4. สิ่งแวดล้อม การรับผิดชอบสังคม เช่น ไม่ทิ้งขยะตามพื้น

5. คุณธรรมจริยธรรม สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดีออกจากกันได้ เช่น การทุจริตการสอบนั้น ถือเป็นสิ่งที่ผิด และเมื่อเรารู้ก็จะไม่กระทำโดยเด็ดขาด 

การทำโครงการemoticon-0034.gif

ต้องรู้แล้วว่าส่วนประกอบสำคัญของโครงการมีอะไรบ้าง ชื่อโครงการชื่ออะไร ขั้นตอนการดำเนินการเป็นอย่างไร ในเรื่องของ ข้อเสนอ การปฏิบัติ งบประมาณ การประเมินผล สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งจากการหล่อหลอมของ การนำ ซึ่งการนำที่กล่าวมานี้หมายถึง การพากลุ่มไปในทิศทางเดียวกัน 

การทำงานemoticon-0044.gif

การทำงานนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

1.    การทำงานแบบเฉพาะของผู้นำนำไปในทางที่ดี แล้วไปด้วยกันได้

2.    การทำงานกันเป็นทีมแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบให้กับสมาชิกแต่ละคน

3.    Socialization – ทำงานเพื่อสังคม หรือหน่วยงานที่กว้างขวาง 

การประเมินผลemoticon-0051.gif

การที่เราจะทำโครงการขึ้นมาสักหนึ่งโครงการนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การประเมินผลโครงการ ซึ่งการประเมินผลโครงการนั้น จะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลที่ได้รับ ประโยชน์ของตัวโครงการ จุดประสงค์ที่ตั้งไว้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวที่ว่านี้ไปใช้ประกอบในการตัดสินใจในการทำโครงการครั้งต่อๆไป นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แต่ละโครงการนั้นจะต้องมีการประเมินผลด้วย ทั้งนี้การประเมินผลนั้นไม่ได้แปลว่าจะประเมินผลหลังสิ้นสุดโครงการเท่านั้น แต่ยังประเมินผลระหว่างการดำเนินการอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการดูการทำงานในทีมว่าเป็นออกมาไปในทางเดียวกันหรือไม่ ซึ่งสามารถทำให้เรามองเห็นได้อีกว่า การทำงานของทีมเรามีจุดบกพร่องอย่างไร การทำงานร่วมกันไปในแนวทางที่ดีและได้ประสิทธิภาพหรือไม่    

แนวคิดของสตัฟเฟิลบีม (CIPP)emoticon-0099.gif

การประเมินผล สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะด้วยกันดังต่อไปนี้

1.    การประเมินบริบท(Context Evaluation : C) พิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมของเป้าหมายโครงการ

2.    การประเมินปัจจัยนำเข้า(Input Evaluation : I) พิจารณาความเหมาะสมความพอเพียงของทรัพยากรที่ใช้(เวลา +งบประมาณ)

3.    การประเมินกระบวนการ(Product Evaluation : P) การประเมินการปฏิบัติงาน หาจุดบกพร่องที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข และนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการตัดสินใจหรือพัฒนางานครั้งต่อไป

4.    การประเมินผลผลิตที่เกิดขึ้น(Product Evaluation : P) – เปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นกับวัตถุประสงค์ของโครงการในตอนแรก และพิจารณาว่าควรทำต่อไปหรือควรยุบ

ในโครงการ แนวคิดพ่อ มจธ.ขอตามรอย ของพวกเราใช้ ใบสอบถามเพื่อประเมินผลเป็นเครื่องมือในการประเมินผล ทั้งนี้จะเน้นในเรื่องของการนำไปใช้ ผู้ที่ได้พบเห็นสื่อของโครงการ เมื่อพบเห็นแล้วนำไปคิดออกมาแบบใด สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในสื่อ ด้วยเหตุนี้สื่อที่จัดทำจึงเน้นในเรื่องของความเข้าใจง่ายๆสื่อได้ไม่ยาก ผู้ที่อ่านข้อความบนสื่อสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว เน้นไปในเรื่องของการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในสังคมและตัวเอง อีกทั้งสื่อที่ทำมาล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราเองด้วย

emoticon-0140.gifemoticon-0140.gifemoticon-0140.gifemoticon-0140.gifemoticon-0140.gif

 

ความคิดสร้างสรรค์เชิงบวก โดย พี่ๆจากสถาบันการเรียนรู้(ขออัพบล๊อคย้อนหลังครับ) September 25, 2007

Filed under: Blogroll — macaque @ 10:31 am

การบรรยายของพี่ๆจากสถาบันการเรียนรู้(LI)

ในแง่คิดในเชิง positive และ negative นั้นสามารถนำมาประยุกต์ออกมาเป็นความคิดสร้างสรรค์เชิงบวกได้ ซึ่งใช่ว่าความคิดในเชิง negative นั้นจะไม่ดีเสมอไป แต่อาจเป็นมุมมองอีกแบบหนึ่งที่อาจทำให้เราเห็นในสิ่งที่เรามองข้ามไปหรือคิดตกไปบางจุด ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถนำความคิดเหล่านี้มาปรับเปลี่ยนเป็นแง่มุมใหม่ เป็นความคิดสร้างสรรค์ในเชิงบวกได้ 

อุปสรรคที่ปิดกั้นความฉลาด

สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความฉลาดของเรา ก็คือ การเปิดใจยอมรับ หรือความใจกว้างของตัวเรานั้นเอง เพราะถ้าเรายังยึดติดในความคิดของตัวเองเป็นหลัก หรือถ้าถึงขั้นว่ามองคนอื่นว่าด้อยกว่าตน มีแต่ตนเพียงผู้เดียวที่เป็นฝ่ายที่ถูกต้องที่สุด นี่คือการทำลายตัวเอง ทำลายความคิดเชิงสร้างสรรค์หรือไม่ได้แนวคิดใหม่ๆ อีกทั้งทำลายความสัมพันธ์ของคนรอบข้างได้อีกด้วย

ความคิดเชิงสร้างสรรค์นั้น

แบ่งออกเป็น 4 อย่างด้วยกัน ดังนี้

1. คิดริเริ่ม  คือ  การริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยการสังเกตสิ่งแวดล้อมหรือสภาพที่เป็นอยู่

2. คิดคล่องแคล่ว  คือ สามารถสร้างแนวคิดขึ้นมาใหม่ได้ในเวลาที่จำกัด หรือคิดได้เร็ว

3.คิดยืดหยุ่น  คือ ไม่ยึดติดเฉพาะความคิดเดิมๆที่มีอยู่ แต่บวกความใจกว้างลงไปด้วย มีจุดหมายสำคัญที่เราต้องการก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ได้แปลว่าการที่เราจะก้าวเดินไปหาจุดหมายนั้นจะมีเพียงวิธีเดียวที่เราเลือกเดินได้ เราเลือกได้หลายวิธี ขึ้นอยู่สถานการณ์และความเหมาะสม

4. คิดละเอียดละออ  คือ คิดถึงหลักความเป็นจริงและวิเคราะห์ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนหรือจะเรียกว่าเป็นการมองแต่ละเรื่องอย่างลึกซึ้ง 

เกมปัญหาบนดวงจันทร์

แล้วพี่ๆLI ก็ให้พวกเราแบ่งกลุ่มเล่นเกม  เกมที่ได้เล่นนั้น เป็นเกมให้เราเป็นผู้นำในยานอวกาศลำหนึ่ง โดยยานลำนี้จะไปที่หมายที่ตั้งอยู่บนดวงจันทร์ แต่เกิดขัดข้อง  มีอุปกรณ์ในยานอยู่ 15 อย่าง ที่เราจะเลือกไปใช้ แต่ให้เราเรียงลำดับความสำคัญจากมากที่สุดไปถึงน้อยที่สุด โดยตอนแรกนั้นพี่จะให้พวกเราเล่นแบบเดี่ยวๆก่อน ก็คือ เลือกอุปกรณ์ตามความคิดของเราคนเดียว จากนั้นจึงให้จับกลุ่มกัน 3 คน แล้วให้ช่วยกันคิด แล้วนำมาเปรียบเทียบกับตอนแรกที่เล่นเดี่ยว ทำให้ได้แง่คิดว่า การที่เราทำงานคนเดียว คิดคนเดียว มันอาจจะดีตรงที่รวดเร็ว ทันใจ และไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกับความคิดของเราเพราะเราทำคนเดียว แต่พอมาอยู่เป็นกลุ่ม ความคิดที่สรุปออกมาได้จะค่อนข้างช้า แต่ในทางกลับกันทำให้เราได้แง่คิดใหม่ๆ บางสิ่งที่เราเรียงลำดับนั้น ของบางอย่างอาจจะสำคัญมาก แต่เรามองข้ามมันไป ซึ่งเมื่อฟังความเห็นของคนในกลุ่มแล้วจะทำให้เราเชื่อมั่นได้มากขึ้นจากเดิมที่คิดเพียงคนเดียว ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การที่เราทำงานร่วมกันเป็นทีมนั้น ทำให้เราได้แนวคิดใหม่ๆ โลกทัศน์กว้างขึ้น แชร์ความคิดได้มากขึ้น ความสมเหตุสมผลมากจากเดิมเลยทีเดียว นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราเรียกว่าการทำงานกันเป็นทีม ก็เหมือนกับตอนนี้ที่พวกเราทำโครงการ แนวคิดพ่อ มจธ.ขอตามรอย เกิดมาจากการร่วมแรงร่วมใจของพวกเราทุกคน ไม่มีใครสำคัญกว่าหรือด้อยกว่า แต่ทุกคนล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น เพราะตัวเราเองไม่สามารถทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงความคิดของเราคนเดียวได้ แต่ต้องร่วมมือกันทำงาน แม้ใช้ระยะเวลานานแต่ถ้าทำให้ได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ก็สุขใจได้เช่นกัน 

ทฤษฎีหมวก 6 ใบ 

ทฤษฎีนี้นำมาใช้สำหรับการประชุมที่เกิดเป็นความวุ่นวายหรือปัญหาที่คิดไม่ตก โดยแจงออกมาเป็นสีๆเพื่อให้เกิดเป็นการคิดอย่างเป็นระบบ มองในแง่เดียวกันทั้งหมดแล้วค่อยๆไล่ระดับทางความคิด

สีขาว ข้อเท็จจริง

สีแดง บรรยายถึงความรู้สึก ชอบ ไม่ชอบ

สีดำ เป็นการมองถึงสิ่งที่ควรแก้ไข คิดอย่างมีเหตุผล หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ มุมมองของผู้ใหญ่ที่มองเด็กๆ สีนี้มีความสำคัญที่สุด

สีเหลือง มองในแง่ดีในเรื่องนี้

สีเขียว ความคิดสร้างสรรค์ มุมมองที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ create ออกมาแบบไหนได้บ้าง

สีฟ้า ควบคุมแนวคิดของแต่ละสีให้อยู่ในกรอบของตน ไม่คิดออกนอกลู่นอกทาง หรือก็คือประธานของทุกๆสีนั้นเอง

ซึ่งถือว่าเป็นทฤษฎีที่ดีมาก หลังจากสัปดาห์ที่พี่ LI มาบรรยายให้เรารับฟังนั้น ก็มีการประชุมโครงการของพวกเราทุกๆสัปดาห์ แต่สิ่งที่ผมสังเกตได้ ก็คือ การประชุมครั้งถัดๆมามีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เชื่อได้เลยว่าพวกเราหลายๆคนใจเย็นและเปิดใจรับฟังกันเองมากยิ่งขึ้น แล้วหลายๆคนก็มีการนำเสนอความคิดรูปแบบใหม่ๆที่ดีขึ้นมาอีก  

ต้องขอขอบคุณพี่ๆจากสถาบันการเรียนรู้(LI)มากๆเลยครับ

 

พอดีเพื่อนส่งเมลล์มาให้อ่าน เลยเอามาลงบล๊อคให้อ่านกันเล่นๆ September 23, 2007

Filed under: Blogroll — macaque @ 4:53 pm

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

จาก ไร้สาระนุกรม, ไร้สารานุกรมฟรี

ก่อนหน้าที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเคยเป็นสถาบันมาก่อน (ป้ายสถาบันฯ อยู่หน้าตึกส่วนอาคารและสถานที่ ข้างตึกศิลปศาสตร์ )
ก่อนจะเป็นสถาบันเทคโนฯ เคยเป็นวิทยาลัยเทคนิคธนบุรีมาก่อน
ก่อนหน้านี้เคยเป็นรร.ช่างก่อสร้างมาก่อน
ก่อนหน้านี้เป็นสุสานของชาวมุสลิมหรือเรียกว่ากุโบร์มาก่อน
ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่อยู่นอกระบบแล้วนะ
อนาคตจะไม่มีภาคปกติ จะมีแต่ภาคอินเตอร์ต่อไปเรื่อยๆ
เคยมีชื่อย่อว่า สจธ. ม.จ.ธ.
ม.จ.ธ. มีอยู่ 3 วิทยาเขต สองวิทยาเขตอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนอีกที่อยู่ราชบุรี
ราชบุรีเป็นวิทยาเขตที่อบอุ่นมาก และระบบรุ่นสุดยอด
บางขุนเทียน มีพื้นที่ใหญ่กว่าที่บางมด2เท่า
ราชบุรีมีพื้นที่ใหญ่กว่าบางมด 10 เท่า
ม.จ.ธ. มีชื่อเล่นว่าบางมด แต่คนนิยมเรียกว่า เทคโน มากกว่า
คนรู้จักบางมดมากกว่าชื่อเต็มของก.ว.ย.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(ก.ว.ย.)เป็นคนละที่กับวิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี
ที่แขนขวาของเสื้อชอปของทุกภาคจะเป็นรูปมด ยกเว้นภาควิศวกรรมโยธาและจุลชีววิทยา
ภาคไอทีเป็นภาคเดียวที่ไม่มีเสื้อชอปที่วิทยาเขตบางมด
ที่จริงก็มีอยู่ แต่ห้ามใส่ให้อาจารย์เห็น!
เด็กมัลติมีเดีย ไม่มีตึกเรียนของตัวเอง ต้องเรียนที่ตึก CB
ตึก IT มีสถาปัตยกรรม หนึ่งชิ้นซึ่งราคาเป็นล้านตั้งอยู่หน้าตึก(ออกแบบโดยศิลปินแห่งชาติ) แต่เด็กในคณะเรียกว่า ครองแครงยักษ์ , แคบหมู, เปลือกหอย, ลูกชิ้น, ไอ้ก้อนๆ นั้นอะ (เรียกแคบหมูเยอะสุด) (ชื่อจริงๆ คือ Evolution)
คณะ IT มีตั้งแต่ ป.ตรี ถึง ป.เอก
คนที่ทำงานในคณะ IT กว่าครึ่งคณะ จบป.ตรี ป.โท และ ป.เอก จากคณะ IT เอง (รวมทั้ง รปภ.ด้วย)
เกือบ 80% ของชีวิตประจำวันของเด็ก IT คืออยู่ที่ภาค
ถ้าในภาคมีของกินด้วย คงอยู่ได้ทั้งวัน
ตึกภาค IT ต้องใช้บัตรนักศึกษารูดผ่านประตู คณะอื่นจึงเข้าไม่ได้
ทำให้ห้องน้ำตึก IT สะอาดมากๆ (เฮๆ)
ตึก IT มีกล้องวงจรปิดเกือบทุกจุด (จะทำอะไรก็คิดให้ดี admin เห็นนะ)
ประโยคที่น่ากลัวที่สุดของเด็ก IT คือ ขอบัตรนักศึกษาด้วยครับ
สุนัขที่ตึก IT ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พกทั้ง ระเบิด กล้องส่องทางไกล กุญแจมือ ฯลฯ
มดที่เสื้อชอปมีหลายสายพันธุ์ มดเอ็กซ์ มดแดง มดเซ็กซี่ มดธรรมดา โฟร์มด มดตัวเมีย มดยืนสองขา มดทับกัน แล้วแต่จะคิด (ยกเว้นวิดวะโย)
ที่สวนหน้าม.จะมีรางรถไฟเล็ก ๆ อยู่ เพราะเคยได้รับหัวจักรรถไฟตกรุ่นจากมหาลัยที่ร่วมมือกันจากต่างประเทศ
รถไฟเคยวิ่งครั้งเดียวคือวันมอบ จากนั้นไม่เคยเอาออกมาใช้อีกเลย (รางก็เริ่มผุๆ พังๆ แล้วด้วย)
รถเมล์สาย 75 หน้า ม. ขับได้ตีนผี นรกสุด ๆ
ที่ตึกอธิการด้านบนมีรูปทรงปิรามิดสีทอง ๆ เรียนกว่ามงกุฎ( ใช้ google earth ส่องดูได้)
ตึกอธิการเดิม ปัจจุบันคือตึก FIBO (ตึกเล็กๆ นั่นอะนะ)
ข้างตึกอธิการมีรถบริการไปกลับ บางมด-บางขุนนนท์
ตึกที่กำลังจะสร้างเสร็จมีชื่อว่าตึกดีใจ???
ตอนนี้มีตึกที่กำลังสร้างอยู่ 3 ตึก ติดๆกัน และกำลังจะสร้างอาคารจอดรถ 14 ชั้น ด้วย
ตึกที่กำลังสร้างมีคนงานตายด้วย!!!
คณะศิลปศาสตร์เป็นคณะที่ไม่มีนักศึกษาป.ตรีของตนเอง
ห้องภาคของวิดวะอุตฯคือศาลาวีรชน!
ที่โต๊ะเซียน มีมดปีศาจ ตัวยาวๆ สีดำแดง
ลานแดงดึกๆ โคตรหนาว หนาวเห้ๆ จะเปิดแอร์แรงทำไมฟ่ะ คุณยาม
ลานแดงเปิด 24 ชั่วโมง
ชั้นใต้ดินของห้องลานแดงได้มีหุ่นรบไว้ในเวลาสงคราม
ลานแดงคือชื่อของห้องคอมพิวเตอร์
เน็ตที่ห้องลานแดงแรงกว่าเน็ตห้องคลีนิคในหอสมุด
เสื้อชอปหนึ่งภาคหนึ่งสี สีม่วง น้ำตาล ฟ้า ขาว เขียว เทา น้ำเงินเข้ม ฟ้าอมเทา ฯลฯ
พิธีประดับไทด์ ติดตุ้งติ้ง ตอนปีหนึ่งเว่อร์สุด ๆ
เวลาไปไหว้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ห้ามไปบนท่าน แต่ให้ขอท่านแทน เนื่องจากท่านเป็นกษัตริย์
มาสคอตของที่นี่คือมด สีประจำคือคือแสดเหลือง
ว่ากันว่าเคยมีสายลับสัญชาติรัสเซียเข้าใจผิดและหลงเข้ามาบริเวณลานสุขภาพ
– FIBO คือชื่อของศูนย์วิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ของมหาวิทยาลัย
ด้านหลังตึก FIBO จะมีสระมรกตสีเขียวสมชื่ออยู่
และใต้สระมรกตนี้เอง ที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพลับ FIBO ไว้กอบกู้โลกในยามวิกฤต
ปลาในสระมรกตตัวใหญ่ เต็มไปด้วยแร่ธาตุๆ (เหล็ก สังกะสี ตะกั่ว ฯลฯ)
ว่ากันว่าถ้าเห็นเต่าในสระมรกตจะติด F
ว่ากันว่าจะมีคนเห็นผู้หญิงมีปีกลอยอยู่เหนือสะมรกตในเวลากลางคืนเพื่อรอใครสักคนอยู่
สนามบอลเวลาฝนตก คือทุ่งนา และ สนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดงจะตั้งอยู่ติดๆกะสนามบอลเช่นกัน
สนามบอลได้เคยมีการต่อสู้ระหว่างสำนักทั้ง 2 สำนัก
กีฬาFreshy ทีไรมีกองเชียร์ปีศาจทุกปี
ในบางครั้งอาจจะพบผู้หญิงผมสีแดงห้อยสร้อยพูดได้และถือดาบเดินอยู่บริเวณ ม.
เวลาลงทะเบียน จะต้องทำผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้บัญชีของธนาคาร กรุงไทย ซึ่งสาขาที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไป 25 กิโลเมตร(2548) ในขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาอยู่ห่างแค่ถนน 4 เลนเท่านั้น ปัจจุบันนี้ได้รับการปรับปรุงแล้ว โดยมีทั้งธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ มาตั้งบริเวณประตูหน้าทั้งสองธนาคาร
ช่วงสิ้นเดือน-ต้นเดือน ธ.กรุงไทยจะคนแน่นมาก (ทั้งในและหน้าธนาคาร)
ในรัศมี 100 เมตร จากมหาลัยมีธนาคารไม่ต่ำกว่า 4 แห่ง
หน้ามหาวิทยาลัย มีร้านข้าวไม่ต่ำกว่า 10 ร้าน แต่ทุกร้านเมนูเหมือนๆกันหมด
ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือร้านสามเจ๊ (เจ๊ณี, เจ๊จิ๋ม, หม่าม้า) (อันสุดท้ายไม่เห็นเจ๊เลย)
ว่ากันว่าถ้าจะกินที่ร้านสิงห์บูล ต้องหาเด็กผู้ชายเอ๊าะๆ ไปด้วย!?
มีนักศึกษาคนหนึ่งมีรอยแผลเป็นรูปสายฟ้า อย่าไปยุ่งกับเคา เค้าเป็นพ่อมด
ม. เรามีโรงอาหารเพียงแห่งเดียวคือ KFC
– KFC ย่อมาจาก KMUTT Food Centre
ชั้น 2 KFC คือห้องชมรมต่างๆ
ชั้น 3 คือโรงยิมฯ เวลาปิดแอร์จะร้อนมาก แต่เวลาเปิดแอร์จะเครียดมาก (ค่าไฟจากการเปิดแอร์ครั้งนึงหลายหมื่น)
ชั้นดาดฟ้าเป็นคอร์ดเทนนิส
ชั้นใต้ถุนเป็นที่จอดรถ และ ศูนย์หนังสือ (ที่จอดรถกำลังถูกเปลี่ยนเป็นห้องชมรมเพิ่ม)
ว่ากันว่ามีผู้เห็น มนุษย์ต่างดาว เอสเปอร์ และผู้มาจากอนาคต แถวๆตึก SCL
คติประจำใจของเด็กเครื่องกลคือ ‘The Trained Man Win’ ติดหราอยู่ใน Shop
วิชาเด็ดสุดของเด็กเครื่องกล คือ Static ตอบถูกได้ 1 ตอบผิด –25 ไม่ตอบ –5 แล้วคุณจะเลือกอย่างไหนล่ะ ?
การตัด F ของเครื่องกลจะตัดจากคะแนนของผู้หญิงของที่ได้ต่ำสุดเป็นเกณฑ์ เพราะมีผู้หญิงประมาณ 3 คนเท่านั้นเอง
เด็กวิดยาจะมีสนามบอลเป็นของตัวเองทุกภาค
เด็กฟิสิกส์เรียกห้องภาคว่า ห้องคอมมอน
 

อ้างอิงจาก : http://th.uncyclopedia.info/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5

 

ไม่ได้อัพบล๊อคนานแล้ว ขออัพย้อนหลังก็แล้วกันครับ September 20, 2007

Filed under: Blogroll — macaque @ 6:42 am

catmonkey.jpg

ครั้งที่ อ.ขจรศักดิ์ มาบรรยาย อาจารย์ได้พูดถึง ทักษะของความเป็นผู้นำทางสังคม มีปัจจัยหลักๆที่สำคัญ 3 ข้อ นั่นคือ

1.    ต้องมีคุณธรรม

2.    มีความดี

3.    รวมใจประชาชน 

ต้องมีคุณธรรม

มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่ต้องการมากที่สุด 

มีความดี

ความดีนั้นประกอบด้วย ความดีทางกาย และทางใจ เมื่อคิดดีก็สามารถเริ่มสิ่งที่ดีได้ 

รวมใจประชาชน

สามารถรวมผู้คนในสังคมให้เป็นหนึ่งเดียวได้ แยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดีได้ เมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ดีหรือมีผู้คนในกลุ่มสังคมทำตัวผิดแปลกไปจากกลุ่ม ก็สามารถที่จะใช้แรงบีบบทางสังคมในการยับยั้งไม่ให้คนผู้นั้นประพฤตินอกลู่นอกทางหรือป้องกันไม่ให้กระทำในสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ เช่น ในห้องเรียน ถ้าผู้เป็นครูสูบบุหรี่ ก็จะทำให้เด็กนักเรียนในห้องเรียนมองว่าเป็นครูที่ไม่ดีไม่น่าเคารพนับถือ บางทีอาจทำให้เกิดเป็นความละอายใจ และไม่กระทำสิ่งนั้นต่อ 

จะทำให้คนดีอยู่เหนือคนเลว ต้องทำอย่างไร ???

– ต้องตะล่อมและปลูกจิตสำนึกแบบค่อยเป็นค่อยไป

– ชีวิตต้องสู้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ต้องใจเย็น อย่าวู่วามจนเกินไป 

สิ่งที่เราควรกลับเอาไปคิดเป็นการบ้าน

– สิทธิมนุษยชนควรเป็นสิทธิของคนดีมากกว่า

– ยืนหยัดในหลักการ ยืดหยุ่นในเหตุการณ์

– ทรัพย์สินทางปัญญา เกิดเป็นความหวงไม่ใช่การให้

– การรู้เท่าทันเรื่องวิชาความรู้เป็นสิ่งจำเป็น

– ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น คิดอะไรที่จำเป็น

 

ขอโทษทีนะพี่น้องทั้งหลาย!!! August 14, 2007

Filed under: Blogroll — macaque @ 2:55 am

monkey-rider.jpg

ขอโทษนะครับพี่น้องทั้งหลาย emoticon-0154.gif

เมื่อวันที่ 11 สิงหา(เสาร์ที่ผ่านมา) ที่ไม่ได้เข้าเรียน เนื่องจาก โรงเรียนเก่าของกระผมเรียกตัวไปช่วยเรื่องงานเลี้ยงศิษย์เก่า เลยไม่ได้เข้าเรียน…ขอโทษนะครับ

 แล้วก็เมื่อตะกี้นี้ผมแวะเข้าไปอ่านBlogของ”ใหม่”กับของ”ชมพู่” เห็นเขียนว่าจะมีประชุมร่างโครงงานกันในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ ผมก็อยากบอกว่าผมคงไม่สามารถเข้าไปร่วมประชุมได้ เนื่องจากเดินทางไปเชียงใหม่ วันนี้(14 สิงหา ตอน 2 ทุ่ม) กลับก็วันที่ 17 คงไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ คราวก่อนก็ไม่ได้เข้าประชุม วันที่ 3 สิงหา อันนี้พอดีว่าผมมีนัดติวให้เพื่อนๆที่จะสอบปลายภาค ผมเป็นคนติวมันนัดกันหลายคน เลยตกลงปลงใจไปติวให้เพื่อนๆ เลยไม่ได้เข้าครับ

ขอสัญญาครับผมว่าจากนี้ไป ผมจะไม่ขาดเรียน ไม่ขาดประชุมอีกแล้ว ครั้งนี้จะเป็นสุดท้ายครับพี่น้อง

Sorry!!!

emoticon-0025.gifemoticon-0025.gifemoticon-0025.gif